วันเสาร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2559

รีวิวสินค้าให้ประทับใจ หลักที่แบรนด์ต้องพิจารณา

 

เห็นพวกเว็บอีคอมเมิร์ซแบบ Amazon, Truemart, Topvalue ฯลฯ รีวิวสินค้าแล้ว นึกได้ว่าเรื่องนี้สำคัญขนาดไหนต่อการมัดใจลูกค้า ถ้าไม่มีก็เหมือนเว็บร้าง ใครกันจะไปซื้อ การมี Comment บ้างช่วยได้เยอะ อย่างเว็บท็อปแวลูในภาพข้างต้น

การีวิวสินค้าที่ดี นำเสนอข้อดีแต่ไม่โจมตีสินค้าคู่แข่ง และ รายละเอียดครบ ไม่โกหกหลอกลวง รูปภาพประกอบสำคัญมาก ช่วยให้ผู้ใช้ตัดสินใจง่ายขึ้นว่าควรซื้อสินค้าประเภทนี้หรือไม่ แถมยังพึงพอใจกับเว็บที่ให้ข้อมูด้วย

การเขียนรีวิวก็ไม่ใช่เรื่องยาก เด็กก็เขียนได้ คนชราก็เขียนได้ แต่ต้องใช้ใจเขียนกับความรู้สักนิด คำนึงถึงผู้บริโภคเป็นสำคัญ สำหรับบทความในร้านค้าออนไลน์ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับสินค้าในร้านเสมอไป แต่ควรเป็นเรื่องราวที่มีความสอดคล้อง หรือ ไปในทิศทางเดียวกันกับสินค้าที่จำหน่าย และตรงกับความต้องการของกลุ่มลูกค้าของร้าน เน้นกระชับสั้นๆ บางกรณียาวได้ก็ดูดี

นอกจากรีวิวในเว็บ E-Commerce การเขียนรีวิวนอกเว็บก็สำคัญ ช่วยให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้ามากขึ้น แต่ก็ควรมีในหลายๆ ที่เพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการได้ง่าย

ส่วนปัญหาเรื่องความละเอียดในการรีวิวเว็บช้อปปิ้งออนไลน์ ผู้พัฒนาต้องคำนึงเองว่าควรทำอย่างไรให้ลูกค้าพอใจ และดึงให้ผู้ใช้สินค้ารีวิวสินค้าได้อย่างไร สินค้าตัวไหนน่าใช้ เชื่อถือได้ไหม

ภาพตัวอย่างรีวิวสินค้าเว็บ Topvalue : http://www.topvalue.com/food

อีคอมเมิร์ซไทย ทิศทางที่ดีในปี 59-60

ทางสำนักงานสถิติแห่งชาติได้วิเคราะห์น่าสนใจเกี่ยวกับทิศทางของธุรกิจ B2B B2C ในไทย น่าสนใจ คือ มีการนำอินเทอร์เน็ตมาประยุกต์ใช้ในการเพิ่มช่องทาง ในการทำธุรกิจซื้อขายสินค้าและบริการผ่านออนไลน์ หรือที่เรียกว่า ธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Commerce) 

 ธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Commerce) มีการดำเนินการอยู่ 3 ประเภท ได้แก่ B2B (Business to Business) คือ การทำธุรกิจระหว่างภาคธุรกิจด้วยกัน B2C (Business to Customer) คือ ระหว่างภาคธุรกิจกับผู้บริโภค B2G (Business to Government) คือระหว่างภาคธุรกิจกับภาครัฐ 

การทำธุรกิจ e-Commerce เหมาะสำหรับผู้ประกอบการที่มีเงินทุนน้อยและต้องการลดต้นทุน เพราะเพียงแค่มีเว็บไซต์หนึ่งเว็บไซต์ ก็เปรียบเสมือนว่าคุณมีร้านค้าอยู่ทั่วโลกและสามารถเปิดการค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทุกวัน ไม่มีวันหยุด สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้โดยตรง รวมทั้งให้คำปรึกษาและแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว 

ในอดีตการทำธุรกิจการค้านิยมกันเพียงการขายผ่านทางหน้าร้านเท่านั้น ซึ่งจะต้องใช้เงินลงทุนสูง ไม่ว่าจะเป็นการจัดการร้าน การจ้างคนดูแล หน้าร้าน ค่าเช่าพื้นที่ ข้อจำกัดทางด้านเวลาในการเปิดร้าน ทำเลที่ตั้งร้านค้า ซึ่งในการตั้งร้านค้าในรูปแบบเดิมนั้นส่วนใหญ่จะเป็นที่รู้จักและเข้าถึงได้เฉพาะลูกค้าในพื้นที่นั้นเท่านั้น
ทางสำนักงานสถิติแห่งชาติได้ ได้กล่าวว่า สินค้าและบริการประเภทไหนที่ควรทำในรูปแบบของ e-Commerce คำตอบคือ สินค้าทุกชนิดสามารถนำมาทำได้ แต่ขึ้นอยู่ว่าสินค้าชนิดนั้นจะได้รับความนิยมมากน้อยแค่ไหน การทำธุรกิจนั้นไม่ว่าจะเป็นธุรกิจใดก็ตามสิ่งสำคัญคือ ต้องรู้ก่อนว่าใครคือกลุ่มลูกค้าของเรา และสินค้าที่จะขายเหมาะกับกลุ่มลูกค้ากลุ่มไหน และลูกค้ากลุ่มนั้นมีโอกาสมากน้อยในการเข้าถึงเทคโนโลยี จากการสำรวจการมีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในครัวเรือน พ.ศ. 2554 ยังพบอีกว่า มีคนที่อายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไปที่เคยจองหรือซื้อสินค้าและบริการผ่านทางอินเทอร์เน็ต ร้อยละ 3.8 โดยมีสินค้าและบริการที่ได้รับความนิยมสูงที่สุด คือ เครื่องแต่งกายและเครื่องประดับ ร้อยละ 30.8รองลงมาคือ e-Ticket ร้อยละ 14.8 หนังสือ และ อาหาร เครื่องดื่ม สินค้าสุขภาพ ร้อยละ 13.4 และ 13.3 ตามลำดับ
ถ้าพิจารณาอายุของผู้ที่ซื้อหรือจองสินค้าและบริการผ่านทางอินเทอร์เน็ต พบว่า ส่วนใหญ่เป็นคนวัยทำงานคือ อายุ 25 – 49 ปี ร้อยละ 68.8 และ ร้อยละ 57.0 มีค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าที่มีราคาไม่เกิน 3,000 บาท


เขียนรีวิวสินค้าอย่างไร ให้ตรงกับความต้องการของ Google


เจ้าของแบรนด์อยากขายสินค้าได้ ก็ต้องบล็อกเกอร์รีวิว เป็นวิธีง่ายๆ ได้ใจลูกค้า แต่ รู้หมือไร่ ว่า การทำวิธีนี้ ถือเป็นเรื่องผิดธรรมชาติของการทำ Link เหมือนเขียน Fake รีวิวที่ไม่ได้มาจากการซื้อแลกขายกันจริงๆ
เพื่อป้องกันปัญหาเรื่องของแท้ไหม ของปลอม รีวิวเชื่อถือได้ไหม ? ทางอากู๋จึงเขียนคำแนะนำมาให้ท่านเข้าใจ พอสังเขป ดังนี้
1. ใส่ nofollow tag กันเหนียว
ตามกลไลของ Google การทำ Link เป็นการเพิ่มอันดับให้กับหน้าที่เป็นเป้าหมาย แต่วิธีนี้ กูเกิลไม่ปลื้ม เพราะเหมือนยัดของฟรีแลก Link ดังนั้น ถ้าอยากทำควรบอกให้ Blogger ใส่ nofollow tag ในหน้านั้นด้วย
ผลลัพธ์ยัง Index ปกติ แค่ไม่มีปัญหาเรื่องการเพิ่มอันดับให้กับเว็บ ฟังดูอาจแปลกๆ แต่ก็ลดความเสี่ยงในบางกรณีได้ และถ้าของดีจริง คนกดเข้าไปที่เว็บหลัก ยังส่งผลดีทาง SEO อยู่ดี
2. ทางบล็อกเกอร์ต้องชัดเจนเรื่องสินค้า
สินค้าได้มาอย่างไร ควรระบุชัดเจน อย่างซึนว่าซื้อมาเอง ของสปอนเซอร์ก็บอกตรงๆ เพื่อให้คนอื่นเข้าใจ เขียนให้กระจ่างตั้งแต่ต้นๆ บอท Google ก็จะเข้าใจเนื้อหาได้
3. สร้าง Unique Content
อย่าให้ทางบล็อกเกอร์ไปก๊อบเนื้อหาส่วนใดส่วนหนึ่งมาโดยเฉพาะคำอธิบายสินค้า เขียนด้วยใจ ทางอากู๋ก็เข้าใจเอง
3 วิธีง่ายๆ แต่ได้ใจ Google ลองไปประยุกต์ใช้กันดู

ซอร์ส : https://webmasters.googleblog.com/